Home Thai Temples in Melbourne Download items Links
Last Updated : August 12, 2004    


วัดป่าในวิคตอเรีย

นับตั้งแต่สมัยพุทธการเป็นต้นมา
พระภิกษุในพุทธศาสนา ได้ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คืออยู่อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติ ห่างไกลจากความเครียดและความวุ่นวายของชีวิตชาวเมือง
การมีชีวิตเรียบง่ายในธรรมชาติอย่างเงียบๆ
และสันโดษนั้นเหมาะสมที่สุด สำหรับกรพัฒนาให้เกิดความสันติสุข และสติปัญญาในประเทศออสเตรเรีย
ความสนใจในพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท
ที่มีมากขึ้นตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา
ชาวพุทธในเมลเบิร์นได้นิมนต์ศิษย์ของหลวงพ่อชา มาสอนธรรมะให้เป็นประจำในปี
๒๕๔๑ พระอาจารย์อนันต์และพระอาจารย์กัลยาโณ แห่งวัดมาบจันทร์
จังหวัดระยอง ได้รับการนิมนต์มาจากกลุ่มชาวพุทธ ในท้องถิ่นให้สร้างวัดป่าขึ้นเป็นครั้งแรก
ในเดือนธันวาคม ๒๕๔๓
ได้มีการจัดซื้อสถานที่แหงหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมสำหรับการสร้างวัดป่า
ต่อมาในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๔ พระอาจารย์กัลยาโณ และพระอาจารย์อนันโท
ได้เดินทางจากประเทศไทยไปยังเมลเบิร์น
และเริ่มก่อสร้างวัดป่าซึ่งมีชื่อว่าโพธิวันณ.ที่แห่งนั้น

วัดโพธิวัน
สมภารองค์แรกของวัดคือพระอาจารย์กัลยาโณนั้น ได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดหนองป่าพง
ของหลวงพ่อชาในปี ๒๕๒๘ หลังจากที่ได้ฝึกปฏิบัติอยู่ที่วัดหนองป่าพง
และวัดป่านานาชาติเป็นเวลา ๖ ปีแล้ว
จึงได้ย้ายไปปฏิบัติต่อที่วัดมาบจันทร์ ภายใต้การควบคุมดูแลของพระอาจารย์อนันต์อีก
๑๐ ปี วัดโพธิวันตั้งอยู่ในเขตแม่น้ำยาร์รา (Yarra River Valley)
ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านของอีส วอร์เบอร์ตัน (East Warburton)
ห่างจากเมลเบิร์นปราณ ๘๐ กิโลเมตร ในอาณาบริเวณประมาณ ๗๖ เอเคอร์ (๒๐๐
ไร่) ซึ่งอยู่ชายป่าของวนอุทยายยาร์รา สเตท (Yarra State Forest) นี้
เป็นพื้นที่เนินเขาสลับซับซ้อนงดงาม
และยังคงไว้ซึ่งสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยพืชพื้นเมืองและสัตว์ป่านานาชนิด
เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ ในวัด
พระภิกษุจึงต้องจำพรรษารวมกันอยู่ในห้อง (Cabin)
เช่าที่ตั้งอยู่ห่างจากประตูวัดประมาณ ๕๐๐ เมตร
การพัฒนาวัดจะต้องทำไปตามลำดับ โดยเริ่มจากการหักร้างถางพง และต่อน้ำไฟ
เข้ามาใช้ ในด้านการก่อสร้างครั้งแรกจะสร้างกุฏิ ๔ หลัง
กระจัดกระจายอยู่ตามบริเวณที่ได้หักร้างถางพงไว้แล้วในป่า
และจะต้องสร้างโรงครัว และห้องน้ำในบริเวณกลางของวัด

การปฏิบัติธรรมในวัดนี้ เป็นการปฏิบัติตามแบบวัดป่าของหลวงพ่อชา ซึ่งเน้นว่าความรู้ทางด้านการศึกษาอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้
แต่จะเป็นไปได้จากประสบการณ์ตรง ของแต่ละบุคคลจากวิปัสสนาญาณ
ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาต ิเมื่อจิตแจ่มใสมีพลังและสงบนิ่งเท่านั้น การทำกรรมฐาน ไม่จำเป็นต้องทำเฉพาะขณะนั่งภาวน ตามแบบแผนโดยทั่วไป
แต่สามารถทำได้ทุกขณะ ที่ทำกิจวัตรในชีวิตประจำวัน
ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกัน การทำความสะอาด การรับประทานอาหาร
หรือการพักผ่อน กิจวัตรประจำวันของพระภิกษุเริ่มต้นด้วยการทำกรรมฐาน
เมื่อเวลา ๔.๐๐ น. และหลังจากรับประทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆ
แล้วมักจะมีการทำงานระยะหนึ่งก่อนอาการมื้อหลัก ในเวลา ๑๐.๔๕ น.
เวลาที่เหลือทั้งวันหลังจากนั้น จะแยกย้ายกันไปเดินจงกลม นั่งสมาธิ
และศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีการรวมฉันน้ำปานะ ในเวลา
๑๗.๐๐ น. ครั้งหนึ่ง เมื่อถึงเวลา ๑๙.๐๐ น. จึงมารวมกันนั่งสมาธิ สวดมนต์
และบางครั้งพระผู้ใหญ่ อาจจะบรรยายเกี่ยวกับหลักพุทธศาสนา การทำกรรมฐาน
หรือแนะนำวัตรปฏิบัติที่เหมาะควรแก่พระภิกษุ

คณะสงฆ์ และฆราวาส
คณะสงฆ์ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ ภายใต้ศรีตามพุทธบัญญัติ ซึ่งมาตรฐานนี้ทำให้คณะสงฆ์ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากปราศจากการบริจาคทางด้านวัตถุที่จำเป็นจากฆราวาส
ข้อจำกัดนี้ เปิดโอกาสให้พระภิกษุมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ โดยพึ่งพาวัตถุของทางโลกน้อยที่สุด
ทำให้มีอิสระในการที่จะอุทิศตนเพื่อศึกษา และปฏิบัติธรรมเท่านั้น
ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสโดยตรง แก่ฆราวาสให้มีความยินดี ในการลดละความเห็นแก่ตัวลงไป
เป็นการปลูกฝังความเมตตากรุณา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาความสงบสุขภายในจิตใจของทุกคน
พระภิกษุเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณแก่ผู้ที่มาวัด และแก่ผู้ที่อยู่ในเมืองซึ่งนิมนต์ท่านไปบรรยายธรรมะ
และนำฝึกอบรมกรรมฐาน อย่างไรดี เพียงการได้พบเห็นท่านผู้อุทิศตนอย่างจริงจัง เพื่อกระทำความดีให้ถึงที่สุด
ก็มักจะเป็นการสอนที่มีผลสูงสุดอยู่ในตัวแล้ว